แมตช์ที่ดีที่สุดของโรนัลโด้ กับแมนยู

5 แมตช์ที่ดีที่สุดของโรนัลโด้ กับแมนยู

แมตช์ที่ดีที่สุดของโรนัลโด้ #

คืนสู่บ้านเก่า ! คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มีโอกาสได้กลับมาสัมผัสพื้นหญ้าที่คุ้นเคยในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง เมื่อเขาต้องนำ ยูเวนตุส พบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช วันอังคารที่ 23 ตุลาคมนี้

ดาวเตะชาวโปรตุเกส วัย 33 ปี กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการลูกหนังโลกเมื่อเขากลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูถึง 400 ลูก ในห้าลีกใหญ่ของยุโรป  (พรีเมียร์ลีก, ลา ลีกา, เซเรีย อา, บุนเดสลีกา และ ลีก เอิง)

ย้อนวันวานภายใต้การฟูมฟักของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แมนฯ ยูไนเต็ด นั้น โรนัลโด้ กลายเป็นนักเตะที่น่าจับตามองที่สุดในโลก จนกระทั่งย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด และประสบความสำเร็จมากมายมหาศาลจนพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก

สำหรับการกลับมาคืนสู่เหย้าครั้งนี้ ขอย้อนวันวานยังหวานอยู่สำหรับ 5 แมตช์ที่ดีที่สุดของเขาภายใต้เสื้อสีแดงเพลิงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

1. เกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์ : โรนัลโด้ เปิดตัวหวือหวาเกมพบ โบลตัน วันเดอเรอร์ส

เกิดความคาดหวังมหาศาลตอนที่ โรนัลโด้ ย้ายจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาอยู่กับ “ปีศาจแดง” เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2003 ตอนนั้นเขาสร้างชื่อเสียงระบือไกลตอนเล่นให้ สปอร์ติ้ง แมตช์อุ่นเครื่องกับ แมนฯ ยูไนเต็ด จนทำให้ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องสะกิดบอร์ดบริหารรีบควักกระเป๋าทุ่มซื้อ “หนูโด้” มาร่วมทีมทันที

    “ซีอาร์ 7”

ถูกดึงตัวเพื่อมาทดแทน เดวิด เบ็คแฮม เจ้าของเสื้อหมายเลข 7 ที่ย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด แล้วจากนั้นใครจะไปคาดเดาว่า ดาวเตะชาวโปรตุกีส จะเดินตามรอยรุ่นพี่จอมปั่นฟรีคิก ย้ายไปเล่นในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ในอีก 6 ปีหลังจากนั้น

เกมที่พบกับ โบลตัน ที่มีแซม อัลลาร์ไดซ์ กุมบังเหียนในเวลานั้น เขาได้ลงเล่นในฐานะตัวสำรองในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายโดยช่วยให้ทีมไล่ถล่มคู่แข่ง 4-0 โดย โรนัลโด้ โชว์ลีลาการกระชากลากเลื้อย หลอกล่อคู่แข่ง จนทุกๆ คนต่างทึ่งกับผลงานในฤดูกาลแรกของเขาที่เมืองผู้ดี

2. เอฟเอ คัพ 2004 นัดชิงชนะเลิศ : แมน ยูไนเต็ด ชนะ มิลล์วอลล์ 3-0 

หลังจากโดนไล่ออกในเกมพรีเมียร์ลีก นัดสุดท้าของฤดูกาล โรนัลโด้ ยังมีโอกาสได้ลงสนามในเกมนัดชิง เอฟเอ คัพ พบ มิลล์วอลล์ ซึ่งในเวลานั้นมี เดนนิส ไวท์ ทำหน้าที่เป็นผู้เล่นผู้จัดการทีม

ในแมตช์นั้นมองกันตามหน้าเสื่อแล้วมันแทบจะไม่เหมาะกันเลยเพราะเป็นการพบกันระหว่างทีมระดับเทพในพรีเมียร์ลีก กับสโมสรดิวิชั่นต่ำกว่า และในเกมนั้น โรนัลโด้ ได้เล่นหน้าร่วมกับ รุด ฟาน นิสเตลรอย ซึ่ง กัปตันทีมชาติโปรตุเกส จัดการส่งบอลซุกก้นตาข่ายก่อนพักครึ่ง

แม้ว่า หัวหอกเลือดดัตช์ จะได้รับเลือกเป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ แต่ก็มีหลายคนไม่เห็นด้วยเพราะในเกมนั้น โรนัลโด้ โชว์ฟอร์มระเบิดเถิดเทิง และสมควรที่จะได้รับเกียรตินี้มากกว่า

3. ฤดูกาล 2007-08 : โรนัลโด้ เติบโตเต็มวัย 

ตอนนี้เพชรที่ดูธรรมดาได้ถูกเจียระไนเป็นอย่างดีจาก “เซอร์เฟอร์กี้” โดย โรนัลโด้ ส่งประกายแห่งการเป็นซูเปอร์สตาร์เต็มตัวในฤดูกาล 2007-08 โดยเขาทำผลงานได้สุดยอดเมื่อตะบันไปเบาะๆ 42 ประตูจากการเล่น 49 เกม จนนำ “เร้ด เดวิลส์” คว้าแชมป์ลีก และทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

แม้ว่า โรนัลโด้ จะยิงได้แค่ประตูเดียวในการเล่นช่วงกลางเดือนตุลาคม แถมยังโดนใบแดงในเกมเสมอ พอร์ทสมัธ 1-1 เพราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในช่วงต้นของฤดูกาล มันคล้ายๆ กับฤดูกาลสุดท้ายของ “โด้” ที่เรอัล มาดริด ซึ่งมีหลายๆ อย่างที่คลิกกันพอดีเป๊ะ หลังจากที่ยิง 2 ประตูในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ไล่ทุบ ดินาโม เคียฟ 4-2 บทสรุปเมื่อจบซีซั่นนั้น โรนัลโด้ ตะบันไป 46 ประตูให้กับสโมสรและทีมชาติ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการที่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ก้าวขึ้นไปสู่การเป็นจอมถล่มประตู และที่สำคัญนี่ยังเป็นการก่อกำเนิดให้ โรนัลโด้ ขยับขึ้นมาเป็นกองหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ

4. มงกุฎแห่งราชัน : แชมป์ฟุตบอลถ้วยยุโรปครั้งแรก 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี มีคิวต้องดวลกันในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้นส์ ลีก ที่กรุงมอสโก โดย นี่เป็นการเข้าสู่นัดชิงของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในการแข่งขันถ้วยใบโตยุโรปครั้งแรกภายใต้การบริหารงานดีมีคุณภาพของ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรชาวรัสเซีย

โรนัลโด้ นำ แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0 จากการโหม่งอย่างงดหยดชดช้อย โดยจังหวะนั้นเขาแสดงให้โลกได้เห็นถึงพลังขาในการกระโดดเหนือกองหลัง และกล้ามเนื้อคอว่าแข็งแกร่งในการโหม่งบอลแรงราวจรวดต้องบอกว่าจังหวะที่บอลลอยเข้าไปซุกก้นตาข่าย ปีเตอร์ เช็ก นายด่านจอมหนึบ ได้แต่ยืนมองเฉยๆ

อย่างไรก็ตาม แฟร้งค์ แลมพาร์ด ช่วยให้ เชลซี กลับมาสู่เกมได้ในครึ่งหลัง และหลังจากต้องดวลกันในช่วงต่อเวลาพิเศษแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรกันได้สุดท้ายก็ต้องดวลจุดโทษหาแชมป์ โดย โรนัลโด้ ซึ่งเป็นตัวพ่อในการตะบันลูกหนังระยะ 12 หลา ยิงไม่เข้า แต่บุญยังมีเพราะ จอห์น เทอร์รี่ ดันลื่นในการยิงจุดโทษตัดสิน ทำให้ต้องดวลกันต่อแบบซัดเดนเดธ และบทสรุป “โด้” ได้แชมป์ถ้วย “หูกาง” ครั้งแรกไปประดับบารมี

5. ประตูสำคัญเกมพบ ปอร์โต้

โรนัลโด้ ได้กลับไปเหยียบดินแดนฝอยทองบ้านเกิด ในแมตช์นำ แมนฯ ยูไนเต็ด พบ เอฟซี ปอร์โต้ ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อเดือนเมษายน 2009 แมตช์นี้ “โด้” พยายามที่จะสร้างผลงานชั้นยอดให้กับทีมอีกครั้ง และสาวก “เร้ด อาร์มี่” ก็ไม่ผิดหวัง

เกมแรกที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จบลงด้วยสกอร์ 2-2 จากนั้นเกมที่สนามเอสตาดิโอ โด ดราเกา เจ้าบ้านหากรักษาสกอร์ 0-0 ก็เพียงพอทำให้ ปอร์โต้ เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีชายชื่อ โรนัลโด้ ซึ่งเขาส่งบอลเข้าไปซูกก้นตาข่ายตั้งแต่นาทีที่ 6 นั่นทำให้สถานการณ์พลิกกลายเป็น “ปีศาจแดง” ถือครองความได้เปรียบทันที

สำหรับประตูนั้นต้องบอกว่าแฟนบอล “ผีแดง” ไม่มีทางลืมได้เลย เพราะตอนนั้น โรนัลโด้ ได้บอลจาก อันแดร์สัน กลางสนามระยะประมาณ 40 หลา และเจ้าตัวก็จัดการตะบันเต็มข้อ บอลพุ่งทะลุแหวกอากาศราวกับจรวดพุ่งทะยานฟ้าตรงดิ่งไปที่ประตู โดย เฮลตัน นายทวารปอร์โต้ พยายามพุ่งสุดตัวแต่ก็ไม่ถึง และบอลก็ไปสงบนิ่งอยู่ที่ก้นตาข่ายอย่างงามหยดชดช้อย

 

ติดตามข่าวสารต่อได้ที่  ufabet369.co
สมัครสมาชิก   http://line.me/ti/p/[email protected]